เทศกาลในปีพิธีกรรม

posted on 07 Dec 2008 01:11 by jesus-god

ปีพิธีกรรม (Liturgical Year) และ พิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณ (Eucharistic Celebration)

1. เทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้า (Advent)

                  เริ่มต้นวันอาทิตย์ สี่สัปดาห์ก่อนคริสต์มาสจนถึงวันที่ 24 ธันวาคม เป็นการเตรียมตัวเพื่อช่วงเวลาของพระคริสตสมภพ ที่กำลังจะมาถึง ช่วงเวลาแห่งการเตรียมนี้ เรียกว่า "เทศกาลเตรียมรับเสด็จฯ" เรารอคอยด้วยความหวัง ถึงการเสด็จมาของพระเยซูเจ้า พร้อมกับพระนางมารีอา

2. เทศกาลพระคริสตสมภพ (Christmastide)

           เริ่มต้นจากวันคริสต์มาส ถึงวันฉลองการรับพิธีล้างของพระเยซูเจ้าในระหว่างสัปดาห์สุดท้ายของเดือนธันวาคม และสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม คริสตชนยังคงอยู่ในเทศกาลพระคริสตสมภพในช่วงเวลาแห่งความชื่นชมยินดีเหล่านี้ เราจะต้อนรับการเสด็จมาของพระผู้ไถ่การประกาศถึงการแสดงองค์ของพระคริสตเจ้า (God'sepiphany) พระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้ามายังแผ่นดินช่วงเวลาแห่งการเตรียมตัว และการเฉลิมฉลอง นำเราให้ผ่านพ้นปีเก่าและเข้าสู่ปีใหม่ สำหรับคริสตชนแล้ว ปีของเรามิใช่เพียงการหมุนเวียนไปของวันเวลาเท่านั้น แต่การเวียนไปจนครบรอบปีของคริสตชน คือการนำออกนอกเวลาไปสู่ความรุ่งเรืองแห่งนิรันดร์กาลในพระเจ้า

3. เทศกาลมหาพรต (The Lent)

           เริ่มจากวันพุธรับเถ้า (Ash Wednesday) มหาพรต คือช่วงเวลา 40 วัน แห่งการเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่ปัสกา เลข 40 เตือนให้เราระลึกถึงฝนที่ตกตลอด 40 วัน 40 คืน ในสมัยโนอาห์ เพื่อชำระล้างความชั่วร้ายของแผ่นดินให้สะอาดหมดจด

40 ี แห่งการเดินทางของชาวฮีบรูในทะเลทราย เพื่อจะเข้าสู่ดินแดนแห่งพระสัญญา

40 วัน ที่พระเยซูเจ้าทรงอดอาหาร และถูกประจญในถิ่นทุรกันดาร

             มหาพรต คือช่วงเวลาแห่งการภาวนาที่เข้มข้น การอดอาหาร การพลีกรรม และประกอบกิจศรัทธา ห้วงเวลาแห่งการให้ความสดชื่นแก่โลกของเรา เพื่อไปสู่บ้านของพระเจ้า สัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ (Paschal Triduum) เราคริสตชน จะรักษาวันพระเจ้านี้ได้อย่างเหนียวแน่น เราอดอาหารในวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ และชิดสนิทกับพระด้วยการตื่นเฝ้าในวันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์เพราะเราตื่นเฝ้า และรอคอยให้การเสด็จกลับคืนพระชนมชีพในวันอาทิตย์ปัสกาที่กำลังมาถึงเรา ด้วยความกระหาย และโหยหาพระองค์

           การร่วมชิดสนิท และการอวยพร วันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ วันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์ และวันอาทิตย์ปัสกานี้ รวมเรียกว่า "Paschal Triduum" หมายถึงสามวันแห่งการผ่านพ้น Triduum คือหัวใจของปีพิธีกรรม ส่วนวันแห่งความตาย การถูกขัง และการกลับคืนพระชนมชีพของพระเยซูคริสตเจ้า ตลอดช่วงวันอันศักดิ์สิทธิ์นี้ เราจะฉลองการเสด็จผ่านความตายของพระเยซูเจ้า (และของเรา) ด้วยการโปรดศีลล้างบาป พิธียืนยันการเป็นคริสตชน และการรับศีลมหาสนิทในช่วงปัสกานี้ (แก่คริสตชนใหม่)

4. เทศกาลปัสกา (Eastertime)

           เริ่มจากวันอาทิตย์ปัสกา จนถึงวันอาทิตย์สมโภชพระจิตเจ้า เทศกาลปัสกา คือช่วงเวลา 50 วันแห่งการเฉลิมฉลอง ซึ่งอยู่ถัด Triduum นับได้ว่าเป็นเทศกาลที่เก่าแก่ และงดงามที่สุดของพระศาสนจักร วันแห่งความชื่นชมยินดีของโลก ซึ่งตื่นจากการหลับใหล

               50 วัน (เปนเตก๊อสเต) คือ สัปดาห์ที่ทวีคูณ 7 x 7 = 49 บวกอีก 1 วันอาทิตย์ปัสกา ดังนั้นเทศกาลปัสกาจึงมีวันอาทิตย์ 8 ครั้ง (8 วัน) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ถึงความลึกลับของนิรันดรภาพ

           แต่ละสัปดาห์ เรามีวันพระเจ้า และแต่ละปี เรามีเทศกาลปัสกา 50 วันแห่งการเปล่งเสียง "อัลเลลูยา" สรรเสริญพระเจ้า 50 วัน แห่งการใช้ชีวิตตามบทบัญญัติแห่งความยุติธรรม และสันติสุข ซึ่งเต็มเปี่ยมในตัวเรา เมื่อรวมทั้ง 3 ช่วงเข้าด้วยกัน คือ มหาพรต สัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ และปัสกา จึงกลายเป็นการผลิบานที่ศักดิ์สิทธิ์ของพระศาสนจักร

5. เทศกาลธรรมดา (Ordinary Time)

           เป็นเทศกาลที่แทรกอยู่ระหว่าง เทศกาลพระคริสตสมภพ กับมหาพรต และระหว่างเทศกาลปัสกา กับเทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้า เป็นเวลาประมาณ 34 สัปดาห์ นอกเหนือไปจากเทศกาลสำคัญของพระศาสนจักรแล้ว สัปดาห์เหล่านี้เรียกว่า เทศกาลธรรมดา ดังนั้นในแต่ละสัปดาห์ จึงมีการนับเป็นตัวเลข เพื่อช่วยให้เราแบ่งการอ่าน บทอ่าน บทสวดต่าง ๆ ในหนังสือพิธีกรรมได้อย่างถูกต้อง และรวมทั้งหนังสือสวดเป็นทางการของพระศาสนจักร ที่เรียกว่าหนังสือทำวัตรอีกด้วย

 

อิริยาบถ และกิริยาอาการที่ใช้ในพิธีกรรม พิธีกรรม ไม่ใช่คำภาวนาในใจ แต่เป็นการแสดงออกทางถ้อยคำ และทางอิริยาบถ กิริยา และอาการต่าง ๆ ที่มีกฎเกณฑ์กำหนดไว้ ดังนั้นการกระทำต่าง ๆ ของคนเราก็รวมเข้าอยู่ในตัวตนทั้งหมด ในการแสดงออก หรือแม้แต่ทำให้สภาพภายในตัวของเราเกิดขึ้น อิริยาบถ และกิริยาต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อการมีส่วนร่วมใน พิธีกรรม  

1.1 อิริยาบถที่ใช้ในพิธีกรรม พิธีกรรมไม่ใช่การกระทำส่วนตัว แต่เป็นการแสดงออกหรือ ภารกิจทางการของพระศาสนจักร 

  • การยืน การยืน ยังเป็นอิริยาบถเบื้องต้นของพิธีกรรมสำหรับสัตบุรุษด้วย ในลักษณะการเช่นนี้ เป็นเครื่องหมายบ่งบอกความเคารพ การยืนยังเป็นอิริยาบถทั่วไปของชาวอิสราเอลขณะภาวนา พวก คริสตชนรุ่นแรกก็ภาวนาในอิริยาบถนี้ นอกนั้น ในธรรมเนียม และความคิดของคริสตชนโบราณ การยืน เป็นอิริยาบถแสดงถึงการมีส่วนในการกลับคืนชีพอย่างรุ่งเรือง หรือ ปัสกาของพระคริสตเจ้า

การยืน ยังเป็นอิริยาบถที่เหมาะสมกับผู้ที่กำลังรอคอยการ เสด็จมาครั้งที่สองของพระคริสตเจ้า (Parousia) • การยืน ความหมายสุดท้ายของการยืน คือ ผู้ได้รับเลือกสรรจาก พระเจ้าบนสวรรค์ต่างยืนขอบพระคุณพระเป็นเจ้า

 

การคุกเข่า การคุกเข่าภาวนาเป็นเครื่องหมายแสดงถึงการกลับใจ เป็นระยะเวลาของการจำศีล ไว้ทุกข์ ถ่อมตน ใช้โทษบาปการคุกเข่าภาวนายังเป็นอิริยาบถของการภาวนาส่วนตัว ในสมัยหนึ่งการคุกเข่า เป็นอิริยาบถของทางยุโรป เพื่อ นมัสการศีลมหาสนิท และรับศีลมหาสนิท ซึ่งบ่งบอกถึงความ เคารพสูงสุดที่มนุษย์พึงมีต่อพระเจ้า

 

การนั่ง การนั่งเป็นอิริยาบถของอาจารย์สอนศิษย์ และประธาน หรือหัวหน้าในที่ประชุม สัตบุรุษเองได้รับการเชื้อเชิญให้นั่งลงหลายครั้งในพิธีกรรม การนั่งขณะรับฟังพระวาจาของพระเจ้า เป็นการแสดงออกถึง การรับฟังอย่างตั้งใจ เป็นเหมือนกับพวกศิษย์ของพระเยซูเจ้า ที่นั่งรอบพระองค์เพื่อฟังพระองค์ตรัสสั่งสอน

 

การก้มศีรษะ มีการเชื้อเชิญให้สัตบุรุษก้มศีรษะ ก่อนจะรับพรแบบสง่า จากประธานในพิธี

โปรดก้มศีรษะรับพร

 

 

 การหมอบกราบกับพื้น 

การทำเครื่องหมายกางเขน (ทำสำคัญมหากางเขน)

การข้อนอก หรือทุบอก

การเงยหน้าขึ้นเบื้องบน (สวรรค์)

การกางมือภาวนา  

ความหมายของอาภรณ์ และสีของอาภรณ์ที่ใช้ในพิธี 

 1. เสื้อกาสุลา (Casula) เป็นสัญลักษณ์แห่งความรักเมตตา ซึ่งครอบคลุมคุณธรรม ทุกอย่าง มีศักดิ์ศรี มีเกียรติเหนือสิ่งอื่นใด เพราะเสื้อนี้คลุมทับ เสื้อ และเครื่องหมายอื่น ๆ ทุกชิ้นไว้ เสื้อกาสุลา ไม่เพียงแต่หมายถึงความรักเมตตาเท่านั้น ต่อมา ยังหมายถึงคุณธรรมอื่น ๆ ด้วย เป็นต้นว่า ความยุติธรรม ความ ศักดิ์สิทธิ์ของพระสงฆ์ ความเป็นผู้มีใจซื่อบริสุทธิ์ พระคุณของ พระจิต ความกล้าหาญในการป้องกันความเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแบกแอก (แอก = ภาระ) อัน อ่อนนุ่ม และเบา ของ พระคริสตเจ้า เพื่อติดตามพระองค์ไป นอกนั้นยังมีความหมายถึง ความเป็นหนึ่งเดียวกันของพระศาสนจักรอีกด้วย  

เชือกคาดเอว (Cingulum) คือ การระแวดระวังตนเอง โดยเฉพาะจากราคะตัณหา รวมทั้งความทะนงตนด้วย เชือก หรือผ้าคาดเอว หมายถึง การควบคุมตนเอง และ การบำเพ็ญตบะ อดออมอาหารการกิน ความหมายที่เป็นแม่บททางรูปคำสอนนั้นหมายถึงความ ชอบธรรมของพระคริสตเจ้า

 สตอลา (Stola)

หมายถึง แอกหรือภาระหน้าที่ของพระคริสตเจ้าที่พวกท่านจะแบกไว้ จากเครื่องหมายพื้นฐานนี้มีความหมายอื่น ๆ ที่ตามมาคือ หมายถึงคุณธรรมอันจำเป็นที่สังฆานุกร หรือพระสงฆ์จะต้องมีเพื่อประกอบภาระหน้าที่ของท่าน

 เสื้ออัลบา (Alba)หรือ อัลบ์ (Alb) อัลบาจึงกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งพรหมจรรย์ ความบริสุทธิ์ และความสุขชั่วนิรันดร์ของผู้ที่ได้รับการไถ่ 

 โค้ป (Cope) เสื้อโค้ปใช้สวมในขบวนแห่ และศาสนพิธีที่ศักดิ์สิทธิ์มาก ๆ เสื้อโค้ปเป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์ความไร้เดียงสา และ เกียรติภูมิ   

เสื้อดัลมาติกา หรือ ดัลมาติก (Dalmatic)

เป็นเสื้อที่สังฆานุกรสวมทับเสื้ออัลบา มีลักษณะเป็น เสื้อไม่เข้ารูปตัวยาว แขนยาว เสื้อซูพลีส์ หรือเซอร์พลิส (Surplice) เป็นเสื้อคลุมตัวยาวถึงเข่าทำด้วยผ้าลินินสีขาวแขนกว้าง  สีที่ใช้แสดงในพิธีกรรม

สีขาว เป็นสีที่บ่งบอกถึงการผ่านพ้นจากบาป หรือความตายไปสู่ ชีวิตใหม่ เพราะฉะนั้น จึงเป็นสีที่ใช้ในการล้างบาป และศีลกำลัง เป็นสีที่แสดงถึงความสะอาดบริสุทธิ์จากการได้รับศีลล้างบาปและ เป็นสีที่แสดงถึงความบริสุทธิ์แห่งพรหมจรรย์ด้วย นอกนั้น สีขาว ยังใช้ในโอกาสที่มีพิธีศพด้วย

 สีขาว ในพิธีกรรม สีขาวใช้ในพิธีทำวัตร และในมิสซาของวันสมโภช ปัสกา และในวันพระคริสตสมภพ ในวันฉลอง และระลึกถึง พระเยซูเจ้า ที่มิใช่มหาทรมานของพระองค์ ในวันสมโภชนักบุญ ทั้งหลาย สมโภชนักบุญ ยอห์น บัปติสต์ นักบุญยอห์นอัครสาวก และ ผู้นิพนธ์พระวรสาร ฉลองธรรมาสน์นักบุญเปโตรอัครสาวก และวัน ฉลองการกลับใจของนักบุญเปาโล 

 

สีแดง สีที่หมายถึงไฟ เลือด ชีวิต และการยอมตายเป็นมรณสักขี ซึ่งก็ทำให้ความหมายตามมาว่าเป็นความรัก ในพิธีกรรม ใช้ในวันอาทิตย์มหาทรมานของพระเยซูเจ้า วันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ วันอาทิตย์สมโภชพระจิตเจ้า ในวันฉลองการ บังเกิดใหม่ในสวรรค์ของบรรดาอัครสาวก และผู้นิพนธ์พระวรสาร (ยกเว้นนักบุญยอห์นอัครสาวก) และบรรดานักบุญมรณสักขี ทั้งหลาย

 

สีเขียวสีเขียว หมายถึงคุณธรรมแห่งความหวัง นอกนั้น สีเขียว ยังหมายถึงชีวิตแห่งพระหรรษทาน และ การได้รับพระคุณแห่งความรอดจากการกอบกู้มนุษย์ของพระองค์ ในพิธีกรรมใช้สีเขียวในพิธีทำวัตร และมิสซาเทศกาลธรรมดา ตลอดปี

 

สีม่วงจึงเป็นสีแห่งความทุกข์ทรมาน และการใช้โทษบาป พิธีระลึกถึงผู้ล่วงลับในปัจจุบันที่ให้ใช้สีม่วงแทนสีดำได้นั้น ก็เพื่อจะให้เราระลึกถึงความเชื่อนี้ว่า เขาผู้ล่วงลับได้ผ่านจาก ความมืดมน หรือความเจ็บปวด ไปสู่ความสว่าง หรือความ รักของพระเจ้าแล้ว ในพิธีกรรมสีม่วงใช้ในเทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้า และเทศกาลมหาพรต สีนี้แทนสีดำในมิสซา และพิธีเกี่ยวกับ ผู้ล่วงลับ

 

 พระแท่น คือ สัญลักษณ์ของพระคริสตเจ้า

                     เป็นโต๊ะแห่งความยินดีเป็น สถานที่แห่งการอยู่ร่วมกัน อย่างสันติเป็นบ่อเกิดแห่งเอกภาพ และมิตรภาพเป็น ศูนย์ กลางแห่งการสรรเสริญ และขอบพระคุณพระเจ้าศักดิ์ศรีทั้งหมด ของพระแท่นอยู่ที่ว่า พระแท่นคือโต๊ะขององค์พระผู้เป็นเจ้า

 ที่ตั้งพระแท่น พระแท่นต้องตั้งในโบสถ์ให้เป็น ศูนย์กลางที่รวมความสนใจของชุมชน ทั้งหมดไว้ตามธรรมชาติ
 

การถวายกำยานแก่พระแท่น จะมีการเผากำยานบนพระแท่น เพื่อแสดงว่าการถวายบูชา ของพระคริสตเจ้า ซึ่งประกอบเป็นธรรมล้ำลึก (Mystery) บน พระแท่นนี้ขึ้นไปหาพระเจ้าเป็นเสมือนกลิ่นหอม และยังเป็น เครื่องหมายว่าคำภาวนาของประชากรขึ้นไปเป็นที่พอพระทัยและ โปรดปรานต่อหน้าพระบัลลังก์ของพระเจ้า

 

การจุดเทียนบนพระแท่น ท่านได้รับแสงสว่างจากพระคริสตเจ้าแล้ว จงดำเนินชีวิต ประดุจบุตรแห่งความสว่าง และรักษาความเชื่อไว้ให้ลุกโชติช่วง ในใจของท่านเสมือนเปลวเพลิงด้วยเถิด

 

เทียนต้องใช้เทียนในพิธีกรรมทุกครั้ง เพื่อเป็นเครื่องหมายถึง ความเคารพ และการเฉลิมฉลอง เทียนจะต้องวางไว้บน หรือ รอบ ๆ พระแท่น ให้เหมาะกับแบบของพระแท่น และสถานที่ ศักดิ์สิทธิ์ (Sanctuary) ทุกสิ่งต้องอยู่ในสมดุล และต้องไม่ขัด- ขวางมิให้สัตบุรุษมองเห็นกิจกรรมที่กำลังประกอบอยู่ที่พระแท่น หรือสิ่งของที่วางไว้บนนั้นได้

 ผ้าคลุมพระแท่นทำด้วยผ้าลินินสีขาวบริสุทธิ์ ใช้คลุมพระแท่นปล่อยชายผ้า ให้ห้อยลงมาที่สองด้าน ใช้เป็นสัญลักษณ์ของผ้าห่อพระศพ พระเยซู   

สิ่งของที่ใช้ในพิธีกรรมบรรณฐาน

 เป็นสัญลักษณ์ของโต๊ะแห่งพระวาจา บรรณฐาน (Ambo) หรือที่อ่านพระคัมภีร์เป็นโต๊ะสำหรับ ยืนอ่าน ในโบสถ์หนึ่งต้องมีบรรณฐานเพียงอันเดียว สำหรับ กิจกรรมเหล่านี้ บรรณฐานอันเดียวก็เหมือนกับพระแท่นบูชา พระแท่นเดียว ซึ่งหมายถึง พระเยซูคริสตเจ้าพระผู้ไถ่แต่องค์เดียว  

แอสเปอร์เจส หรือแอสเปอร์จิลลุม (Asperges, Aspergillum) คำว่าแอสเปอร์เจสมีความหมายว่า ขอได้ทรงโปรดประพรม ข้าพระองค์แอสเปอร์เจสเป็นคำแรกของบทสวดว่า ขอได้ทรง โปรดประพรมข้าพระองค์ แอสเปอร์เจสจึงกลายเป็นชื่อของพิธีประ พรมพระแท่น และคริสตชนด้วยน้ำเสก แอสเปอร์เจสเป็นสัญลักษณ์ ของการล้างบาป และการขับไล่ความชั่วร้าย โดยมีที่มาจากเพลงสดุดี” 51:7

 

โถเผากำยาน (Censer) เป็นภาชนะที่ใช้ในการเผากำยาน มีลักษณะเป็นโถมีฝา ครอบเป็นรูๆ ตัวโถและฝาครอบมีโซ่ยึดไว้ด้วยกัน ในภาค พันธสัญญาเดิม โถเผากำยานเป็นสัญลักษณ์ของการสวด อ้อนวอน เพื่อให้คำสวดนั้นไปถึงพระกรรณของพระผู้เป็นเจ้า

  ถ้วยกาลิกซ์ (Chalice)เป็นถ้วยที่ใช้ใส่เหล้าองุ่น และน้ำในพิธีมิสซาฯ เพื่อรำลึกถึงอาหารค่ำมื้อสุดท้าย และการที่พระคริสต์ ทรงสละพระชนม์ชีพเป็นเครื่องบูชาบนไม้กางเขน 

 ชิบอริอุม (Ciborium) หมายถึงภาชนะมีฝาปิดที่ใช้ใส่แผ่นศีลศักดิ์สิทธิ์ในพิธีมิสซา ความหมายหลังนี้ ทำให้ชิบอริอุมกลายเป็นสัญลักษณ์ของศีล มหาสนิท และอาหารค่ำมื้อสุดท้ายด้วย   

คอร์ปอรอล (Corporal) เป็นผ้าลินินสีขาวใช้ปูบนพระแท่น เพื่อวางแผ่นศีลกับ เหล้าองุ่นระหว่างทำพิธีเสกโดยระหว่างนั้น อาจยกผ้า คอร์ปอรอลขึ้นมาคลุมเหล้าองุ่น และขนมปังเป็นครั้งคราว 

 แผ่นศีล (Host) เป็นขนมปังไม่ใส่เชื้อ มีลักษณะเป็นแผ่นกลม ๆ แบน ๆ ใช้ในพิธีมิสซาฯ เป็นแผ่นศีล มีที่มาจากคำว่า ออสเตีย” (hostia) ในภาษาลาติน มีความหมายว่า เหยื่อ หรือ เครื่องสักการะพลี เมื่อแผ่นศีลอยู่คู่กับถ้วยกาลิกซ์จึงเป็น สัญลักษณ์ของการถวายบูชาของพระเยซูเจ้าบนไม้กางเขน 

มอนซแตรนส์ (Monstrance) เดิมหมายถึงภาชนะใดก็ได้ที่ใช้บรรจุพระธาตุอันศักดิ์สิทธิ์ ปัจจุบันหมายถึงภาชนะสำหรับใส่แผ่นศีลด้วย ภาชนะดังกล่าว มีลักษณะใสทำให้เห็นแผ่นศีลข้างใน ชื่อมอนซแตรนส์มาจาก ภาษาละตินว่า มอนซ์โตร” (monstro) มีความหมายว่า เผยให้เห็น ”  

 พาเทนา หรือพาเทน เป็นจานก้นตื้นสำหรับใส่แผ่นศีลในพิธีมิสซาเป็น สัญลักษณ์ของจานที่ใช้ระหว่างอาหารค่ำครั้งสุดท้าย ของพระเยซูเจ้า 

 

พูริฟิเคเตอร์ (Purificator) เป็นผ้าลินินสีขาวใช้ทำความสะอาดถ้วยกาลิกซ์หลังเสร็จ พิธีศีลมหาสนิท ตลับใส่แผ่นศีล (Pyx) คำว่าพิกซ์มาจากภาษาละตินว่า ปิกซิส ” (Pyxis) มี ความหมายว่า กล่องในสมัยแรก ๆ พิกซ์หมายถึงภาชนะใด ก็ได้ที่ใช้ใส่แผ่นศีล แต่ปัจจุบันหมายถึงตลับที่ใช้ใส่แผ่นศีลไป ให้คนป่วย

 ตู้ศีล (Tabernacle) ตู้ศีลใช้เป็นที่ประกอบพิธีการถวายบูชา ในปัจจุบันตู้ศีล หมายถึง ตู้ที่ใช้วางพิกซ์ หรือซิบอริอุมบรรจุแผ่นศีลที่เสกแล้ว  

 อักษร INRI เป็นอักษรตัวแรกของคำสี่คำในภาษาละตินว่า “Jesus Nazarenus Res Judaeorum” (มีความหมายว่า เยซูแห่ง นาซาเรท กษัตริย์แห่งยิว”) ยน. 19:19 บันทึกไว้ว่า หลังการ ตรึงกางเขนพระคริสตเจ้า ปิลาโตให้เขียนป้ายติดไว้บน ไม้กางเขนว่า เยซูแห่งนาซาเรท กษัตริย์แห่งยิว”   

ที่มา : http://my.dek-d.com/sakura_express/story/view.php?id=219715

            http://www.mariarosa.org/liturgical_eucharistic.html